ในกระบวนการบริหารงานบุคคลขององค์กรหนึ่ง ๆ การจัดการเวลาเข้างานของพนักงานถือเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญที่ฝ่าย HR ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเกี่ยวกับ “การลางาน ขาดงาน และมาสาย” ซึ่งไม่เพียงแต่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กรเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อค่าจ้างและสิทธิของพนักงานตามกฎหมายแรงงานอีกด้วย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ฝ่ายบุคคลและนายจ้างจะต้องเข้าใจหลักเกณฑ์การคำนวณค่าจ้างให้ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม
ก่อนจะเข้าสู่รายละเอียดการคำนวณค่าจ้าง เราควรเข้าใจความหมายของแต่ละกรณีให้ชัดเจนเสียก่อน:
การลางาน (Leave): หมายถึง การที่พนักงานแจ้งล่วงหน้าเพื่อขอไม่มาปฏิบัติงานในวันใดวันหนึ่ง โดยมีเหตุผลรองรับ เช่น ลาป่วย ลากิจ ลาพักร้อน ฯลฯ
การขาดงาน (Absence without leave): หมายถึง การที่พนักงานไม่มาทำงานโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า และไม่มีเหตุผลอันสมควร
การมาสาย (Late arrival): หมายถึง การที่พนักงานมาถึงสถานที่ทำงานหลังเวลาทำงานที่กำหนดไว้ โดยไม่มีการขอล่วงหน้าหรือไม่ได้รับอนุมัติ
การแยกประเภทดังกล่าวจะมีผลโดยตรงต่อการพิจารณาว่าควรคำนวณค่าจ้างหรือหักค่าจ้างพนักงานอย่างไรให้เหมาะส
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เป็นกฎหมายหลักที่ใช้ควบคุมการจ่ายค่าจ้าง รวมถึงการหักค่าจ้างจากพนักงาน ในกรณีที่พนักงานมีพฤติกรรมไม่ปฏิบัติตามกฎ เช่น การมาสาย ขาดงาน หรือกระทำการผิดวินัย โดยมีหลักการสำคัญคือ:
นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างไม่น้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ
การหักค่าจ้างพนักงานสามารถทำได้เฉพาะกรณีที่มีกฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น
กรณีหักค่าจ้างเนื่องจากความเสียหายหรือความผิดพนักงาน ต้องได้รับความยินยอมจากพนักงานเป็นหนังสือ
ดังนั้น การหักค่าจ้างในกรณีมาสายหรือขาดงานจึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ และเป็นไปตามที่กฎหมายอนุญาตเท่านั้น
พนักงานมีสิทธิลาป่วยได้ตามจริง โดยไม่เกิน 30 วันทำงานต่อปี หากมีการลาป่วยเกิน 3 วันติดต่อกัน นายจ้างมีสิทธิขอใบรับรองแพทย์ได้
การคำนวณค่าจ้าง:
ลาป่วยภายในสิทธิ (ไม่เกิน 30 วัน/ปี): ได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน
ลาป่วยเกินสิทธิ: ไม่ได้รับค่าจ้างในส่วนที่เกิน
พนักงานมีสิทธิลากิจโดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 3 วันทำงานต่อปี (หรือมากกว่านั้นตามที่บริษัทกำหนด)
การคำนวณค่าจ้าง:
ลากิจในสิทธิ: ได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน
ลากิจเกินสิทธิ: ไม่ได้รับค่าจ้างในส่วนที่เกิน เว้นแต่บริษัทมีนโยบายเฉพาะ
สำหรับพนักงานที่ทำงานครบ 1 ปี มีสิทธิลาพักร้อนประจำปีอย่างน้อย 6 วัน
การคำนวณค่าจ้าง:
ได้รับค่าจ้างเต็มจำนวนตามจำนวนวันลาพักร้อนที่ใช้ภายในสิทธิ
สิทธิลาคลอดไม่น้อยกว่า 98 วัน โดยรวมถึงวันหยุดราชการด้วย
การคำนวณค่าจ้าง:
ได้รับค่าจ้างจากนายจ้างไม่เกิน 45 วัน
ส่วนที่เหลือสามารถยื่นขอรับเงินชดเชยจากประกันสังคม
หากพนักงานขาดงานโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า หรือไม่มีเหตุผลอันสมควร นายจ้างสามารถพิจารณาดำเนินการทางวินัย และสามารถ หักค่าจ้างในวันนั้นได้เต็มจำนวน
ตัวอย่างการคำนวณค่าจ้าง:
พนักงานรายเดือน 30,000 บาท/เดือน ทำงาน 22 วัน/เดือน
วันขาดงาน = 1 วัน
ค่าจ้างต่อวัน = 30,000 / 22 = 1,363.64 บาท
หักค่าจ้างวันขาดงาน = 1,363.64 บาท
ในบางกรณีหากขาดงานหลายวันติดต่อกัน อาจมีผลต่อโบนัสหรือการเลื่อนตำแหน่งได้เช่นกัน
อ่านเพิ่มเติม : ระบบ HR คืออะไร? l พร้อมฟีเจอร์ที่องค์กรยุคใหม่ต้องมี
การมาสายถือเป็นการทำงานไม่ครบชั่วโมง ซึ่งในทางกฎหมายแรงงาน ไม่ได้มีการระบุชัดเจนว่าสามารถหักค่าจ้างได้โดยอัตโนมัติ ดังนั้น การจะหักค่าจ้างในกรณีนี้ ควรมีการระบุไว้ในข้อบังคับของบริษัทอย่างชัดเจน และได้รับการรับทราบจากพนักงาน
แนวทางการคำนวณค่าจ้างกรณีมาสาย:
คิดตามอัตรารายชั่วโมง: ถ้าพนักงานมาสาย 1 ชั่วโมง และค่าจ้างต่อชั่วโมง 100 บาท ก็สามารถหักได้ 100 บาท (ถ้าระบุไว้ในข้อบังคับ)
หากไม่มีข้อบังคับรองรับการหักค่าจ้าง: ไม่ควรหักเงิน อาจใช้วิธีการตักเตือนแทน
ระบบบันทึกเวลาทำงาน เช่น Finger Scan, Face Scan หรือแอปพลิเคชันออนไลน์ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ฝ่ายบุคคลสามารถเก็บข้อมูลการเข้างาน มาสาย ขาดงาน ได้อย่างแม่นยำ และนำมาใช้ประกอบการคำนวณค่าจ้างได้อย่างถูกต้อง
นอกจากนี้ยังสามารถ:
ออกรายงานประจำเดือน
เชื่อมต่อกับระบบคำนวณเงินเดือนอัตโนมัติ
ใช้เป็นหลักฐานในกรณีมีข้อพิพาทด้านแรงงาน
สถานการณ์:
พนักงานเงินเดือน 25,000 บาท/เดือน
เดือนนี้ทำงาน 22 วัน ขาดงาน 1 วัน มาสาย 3 วัน (รวม 2 ชั่วโมง)
การคำนวณ:
ค่าจ้างรายวัน = 25,000 / 22 = 1,136.36 บาท
ขาดงาน 1 วัน = หัก 1,136.36 บาท
ค่าจ้างต่อชั่วโมง (8 ชม./วัน) = 1,136.36 / 8 = 142.05 บาท
มาสาย 2 ชั่วโมง = หัก 142.05 x 2 = 284.10 บาท
รวมค่าจ้างที่ต้องหัก = 1,420.46 บาท
รับจริง = 25,000 – 1,420.46 = 23,579.54 บาท
หมายเหตุ: การหักกรณีมาสาย ต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับของบริษัทที่ชัดเจน และพนักงานรับทราบแล้วเท่านั้น
กำหนดนโยบายชัดเจน: องค์กรควรมีข้อบังคับเกี่ยวกับการลางาน ขาดงาน และมาสาย อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
ระบบบันทึกเวลา: ใช้เทคโนโลยีช่วยเก็บข้อมูลเวลาเข้า–ออกให้แม่นยำ
โปร่งใสและเป็นธรรม: การคำนวณค่าจ้างต้องยึดตามหลักกฎหมายและแจ้งพนักงานล่วงหน้า
ใช้ซอฟต์แวร์ HR: เพื่อช่วยคำนวณค่าจ้างและหักเงินอัตโนมัติ ลดความผิดพลาด
ให้ความรู้พนักงาน: อธิบายสิทธิและหน้าที่ เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดหรือข้อพิพาทในอนาคต
อ่านเพิ่มเติม : นายจ้างยื่นประกันสังคมอย่างไรได้บ้าง ?
การบริหารการลางาน ขาดงาน และมาสายไม่ใช่แค่เรื่องวินัยของพนักงานเท่านั้น แต่เกี่ยวพันกับสิทธิแรงงานและความรับผิดชอบของนายจ้างด้วย การคำนวณค่าจ้างให้ถูกต้องตามกฎหมายแรงงานไทยไม่เพียงแต่สร้างความยุติธรรมเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมาย และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างองค์กรกับพนักงานอีกด้วย
การทำความเข้าใจในรายละเอียดเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทั้งฝ่าย HR และเจ้าของกิจการที่ต้องการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ
เว็บไซต์ ai-hcm.com มีการใช้งานเทคโนโลยีคุกกี้ หรือ เทคโนโลยีอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันกับคุกกี้ บนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษา นโยบายการใช้คุกกี้ และ นโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ก่อนใช้บริการเว็บไซต์ ได้ที่ลิงค์ด้านล่าง